รีวิวการ์ตูนอนิเมะของไทยเราสร้างเอง ก้านกล้วย การ์ตูนที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ไทย

টুইটারে ρоиdheαrt: "อนิเมชั่นฝีมือคนไทยที่เคยผ่านตามาแล้ว -ก้านกล้วยภาค1-2 -นาค -เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ(เฉพาะช่วงอนิเมชั่น) ส่วน #๙ศาสตรา ถือว่าน่าสนใจมาก ขอให้ออกมาดีๆละ… https://t.co/dF4VQWwe9x"

รีวิวก้านกล้วย 1
อนิเมชั่นจากฝีมือคนไทยเรื่องที่ชอบที่สุดจนขอยกให้เป็นอนิเมชั่นไทยที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยดูมา เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ดูก้านกล้วยกันมาตั้งแต่เด็ก การ์ตูนที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ไทย เวลาก็ผ่านมานานจนหลงๆ ลืมๆ เนื้อเรื่องไปบ้างจนมาตอนนี้ netflix เอามาลงก็เลยลองกลับมาดูอีกสักที

ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์โดยใช้ช้างชื่อ “ก้านกล้วย” เป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง เรื่องราวว่าด้วยการที่ก้านกล้วยลูกช้างกำพร้าต้องการตามหาพ่อที่ตัวเองไม่เคยได้พบ จนนำพาไปสู่การพานพบมิตรภาพ ความรัก ความกล้าหาญ ความเสียสละมากมาย

ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นที่ฉายความเป็นไทยออกมาชัดเจนมาก ทั้งฉากภูมิทัศน์ต่างๆ แม้แต่ก่อนเมฆบนฟ้าถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าเป็นลายไทย ตัวละครมีความชัดเจนมีเอกลักษณ์จดจำได้ง่าย และด้วยเพราะเป็นการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์จึงมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อย่าง “พระนเรศวร” อยู่ในเรื่องด้วย

นี่เป็นอีกจุดที่ประทับใจทุกครั้งที่ดูก้านกล้วย เพราะเหตุผลในการเลือกช้างทรงของพระนเรศวรนั้นมีมากกว่าเลือกตามตำราคชลักษณ์ อนิเมชั่นมีการปูเรื่องราวมาตั้งแต่ก้านกล้วยวัยเด็กและพระนเรศวรวัยเด็กว่าเคยได้พบกันมาก่อน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังมีการใส่ฉากที่ก้านกล้วยละทิ้งการแข่งขันเพื่อวิ่งออกมาหาแม่ ซึ่งทำออกมาได้ดีมากเพราะมีการไต่ระดับอารมณ์มาตั้งแต่เริ่มเรื่องแล้วว่าความต้องการของก้านกล้วยคือพ่อแม่

แต่แม้จุดหมายคือการได้อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้า แต่สิ่งได้มาระหว่างการเดินทางก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเลย ตั้งแต่การพลัดพรากจนได้พบมิตรภาพ ได้เติบโต ได้เรียนรู้ชีวิต ตรงนี้แอบให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดู Lion king ผสม Mulan คือดูมีความเป็นไทยแต่เข้าใจง่ายแบบสากลที่ชาติไหนดูก็รู้เรื่องรู้บริบท

ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นไทยเรื่องเดียวละสายตาตอนดูไม่ได้ ด้วยเสน่ห์ของเรื่องราว ภาพ เพลง การดำเนินเรื่อง เราชอบและประทับใจถึงขนาดตั้งคำถามอยู่ในใจตลอดเวลาที่ดูว่าใครเป็นคนเขียนบท ใครกำกับ ใครวาด เป็นอนิเมชั่นไทยที่ยกขึ้นหิ้งไปแล้วจริงๆ สำหรับตัวเรา

ประเทศไทยของเรานั้น มีสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นเอกราชและอิสระคือช้าง และช้างนั้นถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่เป็นของพรีเมี่ยมของไทยเลยทีเดียว เพราะว่าช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งในการทำศึกสงครามต่าง ๆ หรือแม้แต่การเดินทาง ซึ่งหากพูดถึงช้างแล้ว เด็กไทยหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินชื่อช้างที่อยู่ในภาพยนต์อนิเมชั่นชื่อดังอย่าง “ก้านกล้วย” มาบ้างแล้ว ซึ่งเนื้อเรื่องในภาพยนต์นั้นบอกเล่าถึงความเป็นมาของช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้งที่ทำสงครามยุทธหัตถี และหลาย ๆ คนก็มีความเข้าใจผิดว่าช้างพระที่นั่งนั้นมีชื่อว่าก้านกล้วยจริง ๆ

แท้จริงแล้วนั้น ชื่อก้านกล้วย เป็นเพียงแค่ชื่อที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เนื้อเรื่องในภาพยนตร์นั้นมีความน่ารักและสดใสมากขึ้น แต่ในประวัติศาสตร์แท้จริงนั้น ช้างพระที่นั่งของพระนเรศวรมีชื่อว่า พลายภูเขาทอง (หรือในชาวกรุงเก่าเรียกขานว่า พลายพุทรากระแทก) ซึ่งหลังจากพลายภูเขาทองได้ขึ้นระวางเป็นช้างพระที่นั่งของพระนเรศวรจึงได้แต่งตั้งให้มือชื่อว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ และหลังจากการทำสงครามยุทธหัตถีและได้รับชัยชนะจึงได้รับพระราชทานนามว่า เจ้าพระยาปราบหงสาวดี นั่นเอง

ในปีพ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรง เป็นพระราชาของชาวพม่า ได้รับสั่งให้ทหารสองแสนสี่หมื่นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาเพื่อหวังจะให้กรุงศรีนั้นตกเป็นเมืองขึ้น แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบจึงได้เตรียมไพร่พลไปตั้งค่ายรอทัพอยู่ที่สุพรรณบุรี และเมื่อถึงคราวรบนั้น พระนเรศวรทรงทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาได้ทรงช้าง อยู่ใต้ร่มไม้

ซึ่งขณะนั้นฝั่งพระนเรศวรเองก็กำลังเสียเปรียบกองทัพของฝั่งหงสา จึงได้ตรัสถามกับทางพระมหาอุปราชาไปว่า “พระเจ้า พี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว”

เมื่อพระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสยช้างมาเพื่อทำยุทธหัตถีร่วมกันกับพระนเรศวร ซึ่ง ณ ตอนนั้นพระมหาอุปราชาได้ทรงช้างนามว่า พลายพันธกอ ซึ่งมีขนาดใหญ่และสูงกว่าเจ้าพระยาไชยานุภาพอย่างมาก และเมื่อพลายพันธกอได้วิ่งเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพ จึงทำให้เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาจึงได้สบโอกาสโดยใช้พระแสงของ้าวฟันพระนเรศวร แต่พระองค์ทรงเบี่ยงหลบทันจึงทำให้พระมหาอุปราชาฟันไปโดนพระมาลาหนัง(หมวก)ของพระองค์แทน

จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพจึงได้พุ่งเข้าชนพลายพันธกอกลับจนเสียหลักเช่นกัน สมเด็จพระนเรศวรจึงใช้แสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชา และฟันโดนที่พระอังสะขวา(บ่า) ทำให้พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้างในทันที

หลังจากการทำสงครามสิ้นสุดลง เจ้าพระยาปราบหงสวาดีก็ได้ล้มลงในปี พ.ศ.2139 หลังจากการทำศึกยุทธหัตถี 4 ปี สมเด็จพระนเรศวรก็ได้โปรดให้มีการสร้างเมรุและพระราชมทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติเจ้าพระยา โดยได้โปรดให้มีงานมหรสพถึง 7 วัน 7 คืน และหลังจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรก็ไม่ได้ทรงช้างเชือกไหนอีกเลย

ก้านกล้วย ๒ : เสียดาย...คนตายไม่ได้ดู!!!

รีวิวก้านกล้วย 2

ไม่ว่าเรื่องเล่าข่าวลือเกี่ยวกับว่า สตูดิโอยักษ์ใหญ่หลายๆ แห่งของฮอลลีวูดจะติดต่อขอซื้อหนังเรื่องนี้ไปฉายในตลาดต่างประเทศ จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ผมคล้อยตามเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับกับความเห็นของหลายๆ คนที่มองว่านี่คือหนังไทยที่จะทำรายได้ทะลุร้อยล้านเป็นเรื่องแรกของปีนี้ ถามว่าเพราะอะไร ตอบได้เลยครับว่า เดา แต่เป็นการเดาโดยสังเกตจากจำนวนคนดูผู้ชมที่คุณและผมก็คงเห็นคล้ายๆ กันว่า อะไรมันจะมากมายขนาดนั้น

ไม่บ่อยครั้งนักหรอกครับที่เราจะเห็นคนไทยพร้อมใจกันเดินออกจากบ้านไปเสียตังค์ซื้อตั๋วดูหนังไทยมากมายถึงเพียงนี้ อย่างในรอบที่ผมดู (ซึ่งไม่ใช่วันหยุดด้วยซ้ำ) เก้าอี้โรงหนังยังมีคนนั่งเต็มแทบจะทุกแถว (ยกเว้น 2-3 แถวใกล้ๆ จอ) แล้วแบบนี้ เราจะไม่ให้เจ้าของผลงานอย่างกันตนา แอนนิเมชั่น เขาฝันหวานถึงเงินร้อยล้านได้ไงล่ะ จริงไหม?

หลังจากฝากความประทับใจไว้อย่างล้นเหลือเมื่อปี 2549 เรื่องราวของหัตถี (ก็คือ “ช้าง” นั่นแหละท่าน) ที่มีชื่อไทยๆ ว่า “ก้านกล้วย” กลับมาสู่สายตาคนดูอีกครั้งในภาคที่ 2 โดยการกำกับของ “ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์” พร้อมภาระที่หนักหนากว่าเดิม เพราะอย่าลืมนะครับว่า ในภาคแรกนั้น หนังทำไว้ได้ดีน่าชื่นชม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของเทคนิคด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิก (CG) ที่ดูเหมือนจะถูกผู้ชมหลายๆ คนคาดหวังว่ามันคงจะออกมายอดเยี่ยมกว่าภาคแรกแน่ๆ

แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงที่สุดแล้วนะครับ ผมคิดว่า เสน่ห์ของการ์ตูนแอนนิเมชั่นอย่าง “ก้านกล้วย” จริงๆ นั้น อาจไม่ใช่เทคนิคงานสร้าง อาจไม่ใช่ CG ตระการตา หากแต่อยู่ที่เนื้อหาอันเรียบง่าย แต่งดงาม และสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนที่ได้ดู ดูแล้วมีความสุข สนุกไปกับเรื่องราว และรู้สึกดีกับสาระที่หนังต้องการสื่อ

พูดแบบนี้ ไม่ได้จะบอกว่า CG ของหนังเรื่องนี้ดูด้อยนะครับ ตรงกันข้ามเลย หนังทำภาพออกมาได้สวยงามมากถึงขนาดที่คุณอาจจะแปลกใจว่า นี่หรือ ฝีมือคนไทย? แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมอาจจะแตกต่างจากหลายๆ คนอยู่บ้างก็ตรงที่เชื่อว่า เนื้อหาเรื่องราวของหนังนั้นคือ “กระดูกสันหลัง” ที่จะชี้วัดในขั้นสุดท้ายว่าหนังเรื่องไหน ดีและน่าจดจำ เพราะอะไรน่ะหรือ? ผมเคยพูดไว้ในที่นี้หลายครั้งหลายหนแล้วว่า ต่อให้เทคนิคงานสร้างของคุณเลิศหรูอลังการแค่ไหน แต่ถ้าเนื้อหาไม่ได้บอกอะไรกับคนดูเลย มันก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง (ถามจริงๆ เถอะครับว่า คุณจะชื่นชมคนที่สวมสร้อยเพชรเต็มคอแต่ไร้สมอง ได้นานแค่ไหน? อย่างมากก็อาจจะแค่ตื่นตาตื่นใจนิดๆ หน่อยๆ ชั่วครั้งชั่วคราวกับความรวยหรูของพระคุณท่าน)

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับเทคนิค CG ที่อยู่ในหนังก้านกล้วย 2 แต่ถ้ามองกันที่เนื้อหาเรื่องราว นี่คือหนังที่ตอบโจทย์ถูกทุกข้อ ทั้งในด้านของความสนุกสนานบันเทิง (Entertain) และ Content (เนื้อหาสาระ)

…3 ปีผ่านไป นับตั้งแต่ภาคแรก เจ้าช้างตัวสีฟ้าหัวใจกล้าหาญอย่าง “ก้านกล้วย” เติบโตขึ้นตามวันเวลา เช่นเดียวกับ “ชบาแก้ว” คนรัก เอ่อ…ไม่ใช่ครับ ต้องบอกว่า ช้างสาวที่รัก…ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ชีวิตครอบครัวของชบาแก้วและก้านกล้วยที่กำลังไปได้สวยก็มีอันต้องพบกับความยุ่งยาก เพราะศึกสงครามครั้งใหม่ระหว่างกรุงหงสาวดีกับอยุธยากำลังปะทุขึ้นอีกครั้ง และช้างศึกอย่างก้านกล้วยซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากองค์ดำ (สมเด็จพระนเรศวร) ให้เป็น “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี” ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออกไปร่วมรบในการศึกครั้งนี้ด้วย

และถ้าคุณจะลองตั้งใจฟังอย่าง “หาความหมาย” ผมคิดว่าเพลงประกอบในตอนต้นเรื่องนั้นก็คือคำอธิบายเนื้อหาของตัวละครหลักได้เป็นอย่างดี เพราะมันพูดถึงความรักและความรับผิดชอบของก้านกล้วยทั้งในฐานะ “ข้าแผ่นดิน” และฐานะของ “หัวหน้าครอบครัว” ยิ่งกว่านั้น ยังมีเนื้อร้องในท่อนที่สื่อถึง “ชบาแก้ว” ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ได้คิดอยู่แค่ว่าเนื้อหาของเพลงมันสื่อถึงสองตัวละครหลัก ผมมองว่า ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันเป็นเสมือน “อุดมคติ” ที่หนังต้องการจะส่งผ่านบอกคนดูถึง “คุณค่าและความหมาย” ที่มนุษย์หญิงชายทุกคนควรจะเป็น

พ้นไปจากนี้ ความรักความผูกพันระหว่างพ่อลูกก็ถูกพูดถึงอย่างชัดเจน อย่างที่เราจะได้เห็นว่า คุณพ่อก้านกล้วยที่ห่างเหินกับลูกๆ นั้น ได้รับ “บทลงโทษ” อย่างไรบ้าง มีฉากๆ หนึ่งซึ่งผมชอบมากๆ ก็คือ ตอนที่ก้านกล้วยปลอบลูกน้อยซึ่งกำลังร่ำไห้ แต่มันไร้ผลโดยสิ้นเชิง เพราะลูกๆ ก็ยังร้องไม่หยุดเช่นเดิม เหมือนเสียงปลอบของก้านกล้วยไร้ความหมาย นี่คือผลพวงของความห่างเหินอย่างแท้จริง (เจ็บปวดมั้ยครับ ถ้าคุณเป็นพ่อ แต่เสียงของคุณไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับลูกๆ)

พูดไปพูดมา ฟังๆ ดูราวกับว่าก้านกล้วย 2 เป็นหนังเครียดซีเรียสจ๋า ความจริงไม่ใช่เลยครับ เพราะหนังเดินเรื่องได้สนุกน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาช้างตัวเล็กๆ ที่เป็นตัวละครซึ่งเพิ่มเข้ามาจากภาคแรกก็เป็นสีสันที่สร้างอารมณ์ขันให้กับคนดูได้โดยตลอด โดยเฉพาะคนดูตัวเล็กๆ (เด็กๆ) ที่ได้ขำกันแทบทุกฉากที่แก๊งช้างน้อยปรากฏตัว ขณะที่การเข้าออกของอารมณ์เรื่องราว จากสุขไปเศร้าแล้วเข้าช่วงขำก่อนข้ามไปหาความตื่นเต้นระทึกในฉากสู้รบ หนังสลับสับเปลี่ยนห้วงอารมณ์เหล่านี้ได้ลื่นไหลจนเกือบมองไม่เห็นรอยต่อ ขณะที่เสียงพากย์ของทีมพากย์ก็ไม่มีอะไรให้รู้สึกสะดุด ทุกคนสามารถสื่อสารสภาวะอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เหนืออื่นใด อย่าไปกังวลเลยครับกับความถูกต้องของแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่หนังหยิบยืมมาเพียงบางส่วนเสี้ยว แต่ควรคิดว่า หนังกำลังบอกสาระอะไรจะดีกว่า และโดยส่วนตัว ผมมองว่า นี่คือหนังครอบครัวดีๆ เรื่องหนึ่งซึ่งเมื่อว่ากันอย่างถึงที่สุด มันอาจจะไม่ได้คมคายอะไรมากมาย แต่เชื่อเถอะครับว่า นี่คือความลงตัวสุดๆ แล้ว สำหรับหนังเรื่องหนึ่งซึ่ง “เด็กเข้าใจ-ผู้ใหญ่รู้เรื่อง”  สมัครเล่นบาคาร่า