รีวิวหนัง แนวสืบสวน เรื่อง THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO

เรื่อง THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO

เรื่อง THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO

รีวิวหนัง แนวสืบสวน แน่นอนว่า ผมไม่ได้เป็นแฟนนิยายขายดีของ Stieg Larsson นักเขียนชาวสวีดิช แน่นอนว่า ผมไม่เคยดูภาพยนตร์ในเวอร์ชั่นสวีเดน ไม่ว่าจะเป็น “The Girl with the Dragon Tattoo” หรือ “The Girl Who Played with Fire” หรือ “The Girl Who Kicked the Hornet’s Nest” ก็ตาม พอดีว่า เกิดอยากจะดูในห้วงเวลานี้พอดิบพอดีก็เลยเข้าไปดู แค่นั้นแหละ

แล้วก็เลยได้พบกับ “The Girl with the Dragon Tattoo” หรือ “พยัคฆ์สาวรอยสักมังกร” ในแบบฉบับของผู้กำกับฯ David Fincher เข้าจนได้ เรื่องราวของนักข่าวหนุ่มผู้เริ่มริ้วรอยบนใบหน้า กับนักสืบสาวผู้มีแทททูที่ไหล่หลัง

ถ้าจะถามว่า ผลงานของผู้ชายคนนี้เป็นแบบไหน คงตอบยาก แต่หากเคยผ่านตามาบ้างกับผลงานอย่าง The Social Network, Zodiac, The Curious Case of Benjamin Button, Panic Room, Fight Club หรือ se7en ผมว่าคงต้องมีอย่างน้อยสักเรื่องที่คุณเคยดูมาแล้ว อย่างน้อยก็คงจะพอจับสไตล์ของผู้กำกับฯ คนนี้ได้ เขา “แนว” และ “จ๊าบ” จริงๆ ให้ตายเหอะ

ปูพื้นเกี่ยวกับเรื่อง The Girl with The Dragon Tattoo เล็กน้อย
ภาพยนตร์ The Girl with the Dragon Tattoo สร้างจากนวนิยายไตรภาคซีรีส์ชุด The Millennium Trilogy จากนักเขียนสวีเดน Stieg Larsson ที่ขายได้กว่า 50 ล้านเล่มทั่วโลก และถูกแปลขายไปกว่า 46 ประเทศ
โดยเรื่องราวในภาพยนตร์ The Girl with the Dragon Tattoo จะเป็นภาคปฐมบทของไตรภาคซีรีส์ที่มีอีกสองภาคชื่อ The Girl Who Played with Fire และ The Girl Who Kicked the Hornet’s Nest
หญิงสาวกร้านโลกที่ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสัก ซึ่งหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นนักล้วงข้อมูล เธอได้จับพลัดจับผลูไปรู้จักกับนักข่าวหัวเห็ดที่ถูกว่าจ้างให้ เสาะหาเบาะแสการหายตัวไปของทายาทมหาเศรษฐี ทั้งสองคนมารวมหัวจมท้ายในการสืบปริศนาอันยอกย้อนที่เต็มไปด้วยเบื้องหลังของความเกลียดชัง น่าสะพรึงกลัว

เป็นที่รู้กันว่า หนังมักจะไม่ได้หยิบจับเอารายละเอียดจากหนังสือมาดื้อๆ แต่มักผ่านการตีความจากผู้กำกับที่นำเรื่องนั้นมาสร้างเป็นหนัง ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้กำกับว่าจะหยิบจับส่วนไหน โฟกัสส่วนไหน
สำหรับฟินเชอร์แล้ว นำมาตีความได้ค่อนข้างผาดโผน เมื่อเทียบกับฉบับของสวีเดนซึ่งเดินเรื่องค่อนข้างช้าแต่ก็ชวนเสียวสันหลังในอีกแบบเพราะชวนให้ลุ้นกับการค่อยๆ คลายปมปริศนา แต่ลายเซ็นของฟินเชอร์เน้นการเดินเรื่องที่กระชับ การตัดภาพแบบฉับไว ไม่สวิงสวายเท่า The Social Network แต่ก็ห้ามคลาดสายตา เพราะถ้าเผลอสติหลุดจากหนังเพียงนิดเดียว ก็อาจต่อไม่ติดได้ โดยมีฉากหลังเป็นเกาะ Hedestad อันขาวโพลนสวยงามและเย็นยะเยือกซะยิ่งกว่าฉบับสวีเดนเสียอีก จุดนี้ถือว่าฟินเชอร์ผ่านฉลุยในด้านการเซ็ตฉากที่ชวนให้คนดูทั้งเพลิดเพลินและขนลุกในเวลาเดียวกัน

ด้าน การควบคุม ภาพฟินเชอร์ ก็เอาอยู่ ทุกเม็ด ทุกมุม โดยยิ่งไปกว่านั้น ช่วง ไตเติ้ล หรือ Opening song ของเรื่องที่ ไม่ใคร ก็ ใคร ก็ต้องอ้าปากเหวอ ใน ความคม ชัด ของ ภาพ เพลง immigrant song ที่ ฟัง ดู ยิ่งใหญ่ แต่ว่า ก็น่าหวาดหวั่น ภาพอธิบาย เพลง แบบ เซอเรียล ลื่นไหล เหมือนกับ ต้องการบอก เรื่องราว อันแสนหวาดหวั่นใจ ที่เกิดขึ้น ในเรื่อง ให้ผู้ชม ได้warm up ก่อนเจอกับเรื่อง แบบเต็มๆ ด้านภาพ มุมกล้องถ่ายภาพ การตัดต่อ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อย เป็นคนละอย่างกับ ฉบับประเทศสวีเดน อย่างชัดเจน เพราะจะนั้น ผู้ใด ที่ กล่าวว่า ฉบับประเทศสวีเดน ก็ฟินแล้ว ขอให้คิดใหม่ได้เลยจ่ะ มันคล้าย กับการ variation เพลงคลสสิกที่แม้ว่าจะ เป็น เค้าโครง เดิม แต่ว่า รับประกัน ว่า จะ ได้ รถรส แล้วก็ อารมณ์ ในการรับ ดู ที่ รสชาติ ต่าง ออก ไป

เรื่อง THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO

เรื่อง THE GIRL WITH THE DRAGON TATTOO

ที่ชอบที่สุดคงหนีไม่พ้นการตีความคาแรกเตอร์ของฟินเชอร์ ซึ่งจะลงรายละเอียดในตัวของ Lisbeth Salander มากขึ้นในด้านของความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ของภายนอกที่แข็งกระด้าง ทำให้คนดูรู้สึกรัก Lisbeth ของฟินเชอร์ (ที่รับบทโดย Rooney Mara แฟนสาวของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กในเรื่อง The Social network นั่นเอง) มากกว่าฉบับสวีเดน (รับบทโดย Noomi Rapace) ที่จะดูดิบเถื่อนและคาดเดาได้ยากกว่า ซึ่งแน่นอนว่า Lisbeth ทั้งสองเวอร์ชั่นก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ตัดสินไม่ได้ว่าใครดีกว่าใคร

เพราะอย่างที่บอกว่า มันเป็นการจับมาตีความใหม่ ไม่ใช่การซ้อนทับบทในฉบับเดิม รวมไปถึงการลงรายละเอียดที่มากขึ้นของความสัมพันธ์ระหว่าง Lisbeth กับ Blomkvist ทำให้เรามีเหตุผลคล้อยตามความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากขึ้น (ทั้งที่จริงๆ ส่วนตัวก็ยังคงรู้สึกแปลกใจที่ Lisbeth ที่ดูเกลียดผู้ชายเอามากๆ จะมาลงกับ Blomkvist ในลักษณะนี้ แต่ด้วยความเป็น Lisbeth บางทีเธอก็คิดข้ามช็อตสามัญสำนึกของคนทั่วไป)

ดูหนังออนไลน์ฟรี

ขอบอกไว้ก่อนว่าหนังเรื่องนี้ จะไม่ใช่หนังที่ดูเพลิดเพลินแล้วจบแค่ในโรง แต่จะมีความรู้สึกสงสัย ระคนแปลกใจ จนต้องเก็บมาคุยกับคนที่ไปดูด้วยกัน หรือคนที่ได้ดูเรื่องนี้แล้วว่า “เพราะอะไร” หรือ “ทำไม” กันอีกยาว

สรุปแล้ว The Girl with The Dragon Tattoo ฉบับของฟินเชอร์นี้ เป็นอะไรที่คอหนังโดยเฉพาะ คอ Thriller ควรได้โดนกันซักครั้ง และขอเน้นย้ำว่าควรไปโดนที่โรงหนังเท่านั้น ไม่เช่นนั้นคุณจะพลาดกับความอลังการของภาพ เสียง ที่เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ไม่ควรพลาดของฉบับนี้ ซึ่งมีแต่คนที่ดูในโรงหนังเท่านั้นจะได้ดื่มด่ำ