รีวิวหนัง Fifty Shades of Grey หนังที่สร้างจากหนังสือดัง นิยายโรแมนติกอีโรติก

Fifty Shades Freed,” Reviewed: Feels Like the Third Time | The New Yorker

Fifty Shades of Grey
หนังเล่าเรื่องผ่านตัวละครแอนัสเตเซีย สตีล นักศึกษาเอกวรรณกรรม ที่ได้รับโอกาสไห้เข้าสัมภาษณ์นักธุรกิจหนุ่มคริสเตียน เกรย์ แอนัสตาเซียพบว่า คริสเตียนเป็นชายหนุ่มรูปงามที่ปราดเปรื่องและน่าหวั่นเกรง สาวน้อยวัยไสไร้เดียงสาอย่างแอนาต้องตกตะลึง เมื่อรู้ตัวว่าเธอปรารถนาชายผู้นี้ และแม้ว่าเขาจะเป็นคนเก็บตัวจนน่าสงสัย เธอกลับพบว่าตนเองอยากใกล้ชิดเขาจนห้ามใจไม่ไหว คริสเตียนเองก็เช่นกัน เขาไม่อาจห้ามใจจากความงามอันเรียบง่าย เชาว์ปัญญาแหลมคมและจิตใจที่โหยหาอิสระของแอนา เพียงแต่เขาต้องการเธอในแบบของเขาเอง แม้จะห้อมล้อมไปด้วยความสำเร็จมากมาย ทั้งในแง่ธุรกิจระดับนานาชาติ ความร่ำรวยมหาศาล และครอบครัวที่รักใคร่เขา แต่เกรย์ก็ยังเป็นผู้ชายที่ถูกอดีตตามหลอกหลอน และต้องการเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แอนาช็อกและตื่นเต้นในขณะเดียวกันกับรสนิยมทางเพศแบบเฉพาะของเกรย์ แม้จะเกิดลังเลใจขึ้นมา แต่เธอก็ตัดสินใจให้โอกาสเขา เมื่อทั้งคู่ออกเดินทางด้วยกันในเส้นทางที่อันตรายและเต็มไปด้วยความเร่าร้อน แอนาก็คนพบความลับของคริสเตียน เกรย์

รอบนี้ผมว่าผมชอบภาคนี้มากขึ้นนะ ผมลองมองหาข้อดีของหนังดูแล้วกลับพบว่าภายใต้ข้อเสียนั้นถ้าเจาะลงไปดีๆ จะพบว่ามันจะมีข้อดีซ่อนอยู่ อย่างในเรื่องของบท หลายคนบ่นว่ามันไม่มีอะไร แต่ถ้าลองพิจารณาดีๆ ผมว่าบทมีอะไรน่าสนใจอยู่เยอะเลยนะ อย่างเรื่องชีวิตรัก การลองเปิดใจ และการคบใครสักคน แอนา เป็นสาวอินโนเซ็นต์ที่ค่อนข้างอ่อนต่อโลก เธอได้มาพบกับคริสเตียน หนุ่มรูปหล่อที่มีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่างในการเป็นชายในฝันของผู้หญิงหลายคน มันน่าสนใจตรงที่แอนามีอะไรที่คริสเตียนคิดว่าน่าค้นหาครับ ถึงเธอจะเป็นสาวที่อ่อนต่อโลก แต่เธอฉลาดและมีไหวพริบ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ครับคริสเตียนทั้งๆ ที่คริสเตียนเรื่องนี้ดูเหมือนเขาจะมีอำนาจมากเลยนะ แต่แอนาไม่สนครับ เธอคิดว่าถ้าคุณดีจริง คุณต้องแสดงความเป็นลูกผู้ชายออกมา และคริสเตียนก็เริ่มปรับตัวให้ Local ขึ้นเพื่อพิชิตใจแอนา และพอแอนาเริ่มยอมรับคริสเตียน คริสเตียนก็ลองที่จะให้แอนามาสัมผัสโลกของเขาบ้าง นั่นคือที่มาของฉาก “เฮลิคอปเตอร์”

และพอคริสเตียนพาแอนามารู้จักกับโลกของเขา(ห้องแดง) เธอเริ่มคิดว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่เศรษฐีพันล้านธรรมดาแล้วล่ะ เธออยากลองเข้าไปสู่โลกของคริสเตียนเพื่อที่จะทำให้เขาเข้าใจกันและกันมากขึ้น นั่นคือที่มาของฉากโจ๊ะพรึมพรึมที่มีความยาวร่วมเกือบจะครึ่งชั่วโมงจากหนังความยาว 2 ชั่วโมง! หลายฉากทีแรกผมก็มองว่ามันก็ค่อนข้างธรรมดานะ แต่พอมาดูรอบนี้ ผมว่าในความธรรมดานี่ก็มีอะไรที่น่าสนใจแฝงอยู่นะ
ฉากโจ๊ะพรึมพรึมที่ใส่มามันเหมือนกันแลกเปลี่ยน Taste ของสองคนนี้อ่ะครับ มันก็เหมือนการทดลองรสนิยมของทั้งคู่ว่าเราเข้ากันได้รึเปล่า และในฉากสุดท้าย ที่คริสเตียนเริ่มเผยด้านมืดเขาออกมา ด้วยความรักที่มีต่อเขาของแอนา เธอจึงลองมอบกายและใจของเธอให้ผู้ชายคนนี้ลองทดสอบแบบจริงๆ ว่าเราจะไปกันรอดรึเปล่า ถ้า Taste คุณและ Taste ฉันไปกันได้ คุณก็ต้องพยายามควบคุมมันให้ได้ ไม่ให้ความต้องการของคุณมันมาครอบงำจนกลายเป็นลุ่มหลง แต่ว่าคริสเตียนทำไม่ได้ เขาไม่สามารถควบคุมมันได้ ทำให้แอนาต้องตัดใจเสียตอนนี้ดีกว่าจะเสียทั้งกายและใจให้กับความลุ่มหลงของเขา ทำให้ “แอนา” และ “คริสเตียน” ต้องจบความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลงที่จุดนั้น และในตอนจบนั้น หลายคนบอกว่ามันจบห้วน แต่ผมเริ่มพิจารณาดู ผมว่ามันก็สะท้อนความจริงนะ เพราะเวลาเราตัดขาดจากคนที่เราเคยมอบทั้งกายและใจนั้น ทุกอย่างมันจะผ่านไปเร็วมากครับ เหมือนกับว่าเวลาที่เรากับเขาใช้ด้วยกันเนี่ย มันไร้ค่าและเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ใครที่เคยถูกเทจะเข้าใจฟิลลิ่งนี้ครับ

จริงๆ มันยังมีอะไรที่ผมอยากจะร่ายอีกเยอะครับ แต่ผมว่ามันจะเป็นการแก้ตัวมากกว่า จึงได้มาสรุปให้อ่านกันคร่าวๆ ว่าองค์ประกอบหนังนั้นมีอะไรที่น่าสนใจเยอะ เพียงแต่ผมนั้นเข้าไม่ถึงเองในการดูรอบแรกๆ ฉะนั้นในการรีวิวรอบนี้ ผมจึงต้องขอแก้ปากครับว่า “หนังเรื่องนี้ ดีกว่าที่ผมคิดไว้จริงๆ เพียงแต่ผมมองไม่เห็นความดีของมันเอง และก็ขอพูดแบบสั้นๆ อีกทีครับว่า “การดู Fifty Shades of Grey ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จกว่ารอบที่แล้วว่ะ

Fifty Shades Darker review

Fifty Shades Darker
กลับมาอีกครั้งกับภาคต่อของ Fifty Shades Trilogy หนังรักอิโรติคไตรภาคที่พยายามสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นตัวแทนหนังอิโรติคแฟรนไชส์แห่งยุค โดยในภาคนี้ Fifty Shades Darker มาพร้อมกับความกดดันที่น้อยลงจากเมื่อสองปีก่อนใน Fifty Shades of Grey ซึ่งก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย (หนักไปทางลบด้วยซ้ำ) แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังน่าติดตามสำหรับคนดูที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะสาวน้อยสาวใหญ่ที่เสพหนังแนว Twilight หรือละคร สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ที่ชอบความความวาบหวามตื่นเต้น แถมหนังยังจงใจเลือกลงโรงช่วงวาเลนไทน์พอดี

ใน Fifty Shades Darker (เล่ม 2) นี้เล่าเรื่องราวของพระนาง คริสเตียน กับ แอนา ที่กลับมาฟื้นความสัมพันธ์กัน แต่จะเผยให้เห็นด้านมืดและปมหลายอย่างในอดีตของ คริสเตียน ออกมามากขึ้นถึงความเป็นคนที่รสนิยมเสพติด BDSM หรือเซ็กซ์แบบฮาร์ดคอร์ ขณะที่เป็นช่วงที่แอนาเริ่มต้นชีวิตทำงานในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งซึ่งที่นี่เธอได้พบกับ แจ็ค ไฮด์ บอสหนุ่มผู้รับเธอเข้าทำงานด้วยจุดประสงค์แฝงในเรือนร่างของเธอ สำหรับภาคนี้ยังได้พระเอกหุ่นล่ำ เจมมี ดอร์แนน มาเข้าคู่กับ ดาโกต้า จอห์นสัน เหมือนเดิม (หลังจากเคยมีข่าวว่าเขาจะถอนตัวไป) ก็ถือว่ายังเป็นผลดีถ้ามองเรื่องความต่อเนื่องจากภาคแรก แม้ว่าคนดูส่วนหนึ่ง (รวมทั้งผู้เขียนเอง) จะมองว่าเขายังไม่ได้เข้าถึงบทบาทของความเป็น คริสเตียน เกรย์ ไม่ว่าจะในภาคแรกหรือภาคนี้ก็ตาม คือบุคลิกตรงตามแคแร็คเตอร์แต่ขาดอินเนอร์ในการแสดง (แต่ถ้าถามสาวน้อยสาวใหญ่แค่เห็นซิกซ์แพ็คก็น่าจะฟินแล้ว ณ จุดนี้)

แน่นอนว่าเมื่อนิยายถูกดัดแปลงมาเป็นหนัง มันมักจะถูกตัดแต่งพันธุกรรมใหม่จนบางส่วนที่เป็นอรรถรสสำคัญของเรื่องนั้นขาดหายไป สำหรับโปรเจ็กต์ Fifty Shades Trilogy นี้ อี. แอล. เจมส์ มนุษย์ป้าผู้แต่งเรื่องนี้ก็ยังดูภาพรวมโปรดักชันเองทั้งหมด ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อย Fifty Shades สองภาคก็ยังคุมโทนเนื้อหาตามนิยายในหนังสือไม่ถูกตีความใหม่ หรือดัดแปลงจนแทบรื้อโครงบทประพันธ์กันใหม่เหมือนละครบ้านเรา

เส้นเรื่องหลักของหนังเรื่องนี้มันไม่มีอะไรให้เราไปแตะมากมายอยู่แล้ว เพราะมันค่อนข้างมีกลิ่นอายของความเพ้อฝัน จินตนาการ แฟนตาซี ตอบสนองสัญชาตญาณมนุษย์ทุกคนที่ปิดซ่อนมันไว้ ซึ่ง Fifty Shades Darker นี้ยังคงใช้ความอิโรติคของพระนางที่ดูดดื่มหวานแว๋วดุจน้ำตาลเมืองเพชรมาเป็นจุดขาย ฉากเซ็กส์ที่ครองสัมปทานพื้นที่ส่วนหลักของหนัง (เอะอะก็ซั่มกันทั้งเรื่อง) ไม่ว่าจะโซ่แซ่กุญแจมือหรืออุปกรณ์เสริมและสถานที่พลอดรักแปลกใหม่ (เช่น ในลิฟต์) ซึ่งเป็นการเน้นย้ำรสนิยมเซ็กส์วิตถารด้านมืดของ คริสเตียน มากขึ้น (ขอแสดงความเสียใจล่วงหน้าสำหรับคนที่กำลังจะไปดูครั้งแรกพร้อมแบกความคาดหวังสูงลิ่วที่จะได้เห็นไส้ติ่งไส้อั่ว-ฮา)

สำหรับบทใน Fifty Shade Darker นั้นมันปูทางไว้สำหรับภาคต่อ Fifty Shades Freed หลายจุด ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งกับ แจ็ค ไฮด์, ปมกับมิสซิสโรบินสัน รวมทั้งตัวละครอย่าง เลย์ลา ทาสเก่าของคริสเตียนที่ในภาคนี้จะกลับมาปั่นป่วนชีวิตของพระนางและเป็นตัวละครที่แม้ปรากฏมาไม่เยอะ แต่ทำให้ตัวหนัง ‘เลี่ยน’ น้อยลง และมีมิติมากขึ้น เรียกว่าทำให้รู้สึกหวาดระแวงเล็กๆ ทำให้สะดุ้งตุ้งแช่แรงๆ ได้พอเป็นกระษัย (แอบเสียดายที่หนังให้น้ำหนักกับ คิม เบซิงเงอร์ ในบทมิสซิสโรบินสันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น)

และเหมือนเดิมที่ performance ของ ดาโกต้า จอห์นสัน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้อย่างไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ ให้ลึกซึ้ง เรียกว่าเป็นหนังสร้างเนื้อสร้างตัวของหล่อนในโลกเซลลูลอยด์ก็ได้ เธอมีความเป็น แอนา อยู่เต็มตัว เสน่ห์แบบธรรมชาติที่มีทั้งภาพของผู้หญิงหัวอ่อนและแข็งกร้าวอยู่ในตัว เป็นตัวละครที่ยิ่งแสดงก็ยิ่งดูเซ็กซี่ นัยน์ตาสีฟ้าชวนหลงไหล ริมฝีปากอวบอิ่มได้รูป สวมอยู่บนบทบาทของหญิงสาวที่มีปมแย้งอยู่ในใจได้ลงตัว เหมือนสัมผัสได้ถึงส่วนผสมบางๆ ของ แอนน์ แฮทธาเวย์ ใน One Day และ ชารอน สโตน ใน Basic Instinct บางคนดูแล้วก็อยากให้ แอนา ครางชื่อตัวเองบ้าง ดูหนังออนไลน์