เทคนิคดีๆ ของการเป็นสายลับ นักสืบ อย่างมืออาชีพ

สายลับ อาจเป็นคำนิยาม ถ้าถามว่าขีดความสามารถของมนุษย์มีขอบเขตสิ้นสุดแค่ไหนคงไม่มีใครที่ฉลาด ๆ จะกล้าตอบ เพราะความรู้ความคิด และจินตนาการของมนุษย์หาขอบเขตมิได้วันหนึ่งมนุษย์คิดประดิษฐ์ล้อขึ้นมา จากนั้นประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ต่อมาไปดวงจันทร์ ตอนนี้กำลังจะไปดาวอังคารจากมนุษย์ที่กินอยู่อย่างเปลือยเปล่า ตัดสินเอาชนะกันด้วยขวานหินและกำลังกักขฬะ ก็รู้จักนุ่งผ้า รู้จักการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์รู้จักควบคุมพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันด้วยศีลธรรมจรรยา แล้วก็มีมนุษย์บางท่านก้าวหน้าไปถึงขั้นดับกิเลสได้หมดสิ้น

คุณจะพัฒนาตัวเองให้ปราดเปรื่องแบบเจมส์บอนด์ได้ด้วย เทคนิคต่างๆ ดังนี้ ช่างสังเกต (Obvservation) – กฎข้อแรกของสายลับการสืบความลับก็คือการสังเกตนั่นเอง เทคนิคการสังเกตคือ
การพัฒนาความสามารถในการมองอะไร ๆ ให้เห็นได้ชัดเจน และจำสิ่งที่เห็นได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรง ไม่ผิดพลาด วิธีการฝึกฝนมีดังนี้เริ่มจากในห้องที่คุณอยู่ขณะนี้มองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างช้า ๆ ให้ทุกสิ่งที่มองประทับไว้เต็มสองตาของคุณ ให้ห้องทั้งห้องซึมซาบเข้าไปเป็นภาพอยู่ในสมองของคุณ ทีนี้หลับตาลง พยายามรักษาภาพห้องนั้นให้ปรากฏชัดในฉากมืดของเปลือกตาหรือในสมองของคุณ เมื่อภาพนั้นจางหายไป ลืมตาสักสองสามนาทีมองตรวจสอบรายละเอียดของห้องอีกครั้ง แล้วก็ปิดตามองภาพนั้นภายในสมองอีก ทำอย่างนี้สักสองสามครั้ง จากนั้น ในขณะที่ยังปิดตาอยู่ ให้พยายามบรรยายสภาพห้อง อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่น ลองบอกรายชื่อสิ่งของที่มีสีน้ำเงิน

 

เทคนิคดีๆ ของการเป็นสายลับ

เทคนิคดีๆ ของการเป็นสายลับ

 

ในห้อง แล้วก็ลืมตาตรวจสอบดู- หลับตา แล้วพยายามนึกทบทวนสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดที่มีในห้อง ลืมตาตรวจสอบดู – ฝึกทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นห้องที่คุณคุ้นเคยอยู่แล้ว การฝึกนึกภาพอย่างที่ว่า
ก็ทำได้ง่าย แต่เมื่อได้ฝึก คุณจะต้องประหลาดใจว่ามีหลายสิ่งที่คุณไม่ได้สังเกตเห็นมาก่อนเลย แต่การทดสอบที่แท้จริง ต้องไปฝึกทำแบบนี้ในห้องหรือสถานที่ที่คุณไม่คุ้นเคยมาก่อน เข้าไปในนั้นแล้วให้มองรอบ ๆ จำส่วนต่าง ๆ หา นักสืบ ของห้องนั้นเหมือนภาพถ่ายไว้ในใจ ปิดตา มองดูภาพในใจ เปิดตา ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เก็บไว้ในความทรงจำ
คุณอาจตั้งคำถามต่าง ๆ กับตัวเอง เพื่อกระตุ้นการสังเกตให้ดียิ่งขึ้น เช่น ทางออกอยู่ตรงไหน มีกี่หน้าต่าง มีกี่คนอยู่ในห้อง ฯลฯคุณต้องฝึกเล่นเกมนี้กับคนอื่นด้วย โดยทำตัวเหมือนกับนักแสดง
ที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับบทบาทของตัวเอง โดยศึกษาสีหน้าและการแสดงออกของคนต่าง ๆ กิริยาท่าทางของเขา การแต่งตัว วิธีการพูด สังเกตทุกสิ่งแล้วเก็บบันทึกไว้ในใจ บอกตัวเองว่าเราเป็นสายลับป้อนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้แก่สมองของคุณ

คิดแนวข้าง (Lateral Thinking) – ทางเลือกที่ไม่จำกัดแนวคิดจากหนังสือ เรื่อง “การคิดแนวข้าง” (Lateral Thinking)ของ Edward de Bono ดูจะนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้มากที่สุดสิ่งที่น่าสนใจของการคิดแนวข้าง (lateral thinking) คือไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน คุณจะมีทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างไม่สิ้นสุดนี่คือสถานการณ์ที่คุณจะมีอิสระอย่างเต็มที่แต่น่าเสียดาย ที่เรามักจะฝึกตัวเองให้ติดอยู่ในกรอบการคิดเดิมๆ (rut-thinking) คิดว่าทุกอย่างมีที่มาแล้วก็ย่อมมีที่ไป เราเพียงแต่เดินไปเรื่อยๆ ตามลูกศรที่แสดงไว้บนพื้นเท่านั้น แต่ในฐานะสายลับคุณต้องมีสมองที่ตื่นตัวกระฉับกระเฉง การยึดกรอบความคิดแบบเดิมๆอาจทำให้คุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ติดกับ ซึ่งความเสียหายอาจถึงกับเสียชีวิตได้ดังนั้น คุณต้องมุ่งมั่นจริงจังที่จะแหวกกรอบวงล้อมนั้นออก
ไป และคิดถึงทางเลือกอื่นๆอย่างหลากหลายวิธีทำง่ายมาก เพียงแต่เริ่มต้นโดยให้สมองคิดถึงทางเลือกต่างๆที่มีทางเลือกในการทำ ทางเลือกในการพูด ขอให้นึกถึง คำถามของนักคิดแนวข้างเอาไว้ดังนี้

สิ่งนี้เอาไปใช้ในเรื่องอื่น อะไรบ้าง ? มีวิธีทำ/คิด/เขียน/แสดงแบบอื่นๆได้อีกหรือไม่?

สิ่งนั้นมีลักษณะคล้ายกับอะไรบ้าง ? ถ้าเป็นนาย “ก” (ลองสมมุติว่านาย “ก” คือ เจมส์บอนด์,อัลเบิร์ต ไอสไตน์, ไมเคิล จอร์แดน, พระเยซูหรือ บรูซ ลี) จะทำเรื่องนี้อย่างไร
จะเป็นไง ถ้าเราลองกลับหัวกลับหาง กลับข้างในเป็น ข้างนอก เอาข้างบนลงข้างล่าง
จะเป็นไง ถ้าเราตอบรับ แทนที่จะบอกปัด หรือถ้าเราทำให้มันใหญ่ขึ้น เล็กลง ดังขึ้น ค่อยลง สว่างขึ้น มืดลง หนักขึ้นเบาลง ?
มันจะมองดูเป็นอย่างไร ถ้าเป็นสีเหลือง หรือสีเขียว ? ทำด้วยข้าวต้ม ? มาจากอวกาศ ?

การคิดแนวข้าง หมายถึงการแตกแขนงจากทิศทางเดิมที่คุณใช้อยู่ไปสู่ทิศทางใหม่ๆ และการสร้างสรรค์ก็เหมือนการติดตามไล่ไปตามรากที่แผ่ขยายออกไป สำรวจรอยแยกและซอกมุมต่างๆ ค้นหาแง่มุมใหม่ๆ ทิศทางใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จะไม่ทำอะไรๆ อย่างที่ได้คาดหวังไว้ก่อนแล้วอย่างเอาจริงเอาจัง

ปรับอารมณ์ความรู้สึก (Attitude Adjustment)-ให้เหมาะกับสถานการณ์หว่านเสน่ห์เจมส์ บอนด์ คือเซียนตัวจริงเขาจะก้าวย่างไปราวกับมีลูกบอลทองคำเลี้ยงติดขาไปด้วยตลอดทาง สตรีเห็นแล้วก็อยากสัมผัสดู ส่วนบุรุษเห็นแล้วก็อยากได้เป็นเจ้าของบ้าง เจมส์บอนด์จะคิดว่าควบคุมตนเองได้ดีเสมอ และตนเองมีเสน่ห์อย่างเหลือเฟือ

เสน่ห์เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ และทำให้ความคิดส่งผลกระทบในระดับสูง เมื่อนึกถึง“เสน่ห์” เรามักจะนึกถึงคนแบบ แครี่ แกรนท์, จอร์จ คลูนี่, บิล คลินตันหรือ โทนี่ รอบบินส์คุณอาจประหลาดใจกับเสน่ห์ของโอปราห์หรือความปราดเปรื่องของ มายา แองเจลูเสน่ห์เป็นเหมือนของขลัง มนต์วิเศษ แรงดึงดูด ที่มีเฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตา เสน่ห์เป็นเรื่องของพลัง จิตวิญญาณภายใน และความสามารถในการเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ คนที่มีเสน่ห์ยากที่คนอื่นจะเกลียดหรือทำร้าย เสน่ห์จึงกลาย
เป็นอาวุธพิเศษของ สายลับ ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่มีพลัง คนทั่วไปย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรกับเขา มิอาจรังเกียจหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา พวกสายลับจึงมีความรู้สึกดี ๆ จากคนรอบตัวเป็นสนามพลังดุจเกราะที่คุ้มภัยให้การมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ทำให้กล้าที่จะยืนยันความเห็นของตน แม้จะขัดแย้งกับคนที่รวยที่สุด ฉลาดที่สุด หรือมีอำนาจมากที่สุด
ด้วยทัศนคติแบบผู้ชนะพร้อมกับเสน่ห์ที่มีทำให้คนอื่นมิอาจปิดกั้น
เปิดให้คุณเข้าถึงจิตใจของเขาได้ วิธีที่จะทำให้มีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและมีเสน่ห์ต้องเริ่มจากการชอบตัวเองทุกๆ วัน ขอให้คุณพูดย้ำกับตัวเองว่า ฉันชอบตัวเอง ฉันรัก
และนับถือในความเป็นตัวของตัวเอง ฉันเป็นที่น่าพอใจอย่างมากของคนอื่น ๆ ที่ได้พบปะ

แต่ก่อนอื่น ถามตัวเองว่า อะไรบ้างที่คุณชอบในตัวเอง ? จงชื่นชมสิ่งนั้น คำนึงถึงสิ่งเหล่านั้นเป็นประจำสม่ำเสมอ อะไรบ้างที่คุณทำได้ดี? อะไรบ้างที่คุณทำได้ดียิ่งขึ้นๆ ? จะปรับปรุงได้อย่างไร ?
ใครรักคุณ และคุณรักใคร ? ทำได้อย่างนี้ก็สร้างเสน่ห์ได้ตั้งครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง เกิดจากการถามตัวเอง เมื่อคุณพบบุคคลต่างๆ ว่า บุคคลนี้มีอะไรบ้าง ที่น่าสนใจ น่าพึงพอใจ ดึงดูดใจ ? อะไรบ้างในบุคคลนี้ที่คุณชอบอย่าง จริงจัง ? คุณจะทำอะไรๆ ให้แก่บุคคลคนนี้ได้อย่างไรบ้าง ? จะทำให้บุคคลนี้รู้สึกดีขึ้นมากกว่า ก่อนที่จะพบกับฉันได้อย่างไร ? การสนใจคนอื่นอย่างจริงใจเป็นอุปนิสัยที่สร้างขึ้นได้ทำนองเดียวกับอุปนิสัย การไม่สนใจหรือไม่ชอบคนอื่นๆ นั่นเอง ดังนั้น คุณก็เพียงแต่เปลี่ยนไป เรียนรู้และสร้างสมอุปนิสัยที่ตรงกันข้ามขึ้นเท่านั้นเอง
การจะหว่านเสน่ห์ให้แพร่กระจายไปเรื่อยๆ คุณต้องระวัง เรื่องการนำเสนอตัวเอง เตรียมความพร้อมของตัวเอง การวางท่าทางสุขภาพ และที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพของน้ำเสียงที่คุณพูด เทคนิควิธีต่าง ๆในเรื่องเหล่านี้ค้นหาดูได้จากเวปไซต์ต่างๆ ทำตัวให้ไร้เสน่ห์ คนฉลาดย่อมสามารถปรับท่าทีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมได้ในชีวิตของสายลับมีอยู่หลายครั้งหลายคราวที่ต้องทำตัวให้ถูกมองข้าม เขาต้องจัดการกับจิตใจภายใน ต้องเก็บงำความรู้สึกของตัวเองเหมือนกิ้งก่าที่อำพรางตัว ไม่ให้คนอื่นสะดุดตา เพื่อที่เขาจะ ได้จับตาสังเกตดูเหตุการณ์ได้อย่างใกล้ชิด และสามารถหลบเร้นหนีไปได้ไม่ถูกจับ

วางอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ให้อยู่ในแบบที่อยากให้คนอื่นเห็น

จิตใจของคุณเป็นกลไกที่น่าทึ่งที่สุด คุณสามารถปรับอารมณ์ ความรู้สึก และระดับพลัง ด้วยวิธีที่ผ่อนคลาย อย่างเชี่ยวชาญ ทำใจและวางอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้อยู่ในแบบที่คุณอยากแสดงออกให้คนอื่นเห็นยืน เดิน หายใจ และคิดให้เหมือนกับที่คุณจะเป็น เมื่ออยู่ในอารมณ์แบบนั้น ฝึกวางบุคลิกท่าทางแบบยืดตัวสูงใหญ่ มีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม แล้วก็ปรับเปลี่ยนเป็นแบบขี้อาย เงียบ เป็นคนตัวเล็ก ๆ แอบอยู่ในมุมห้อง ปรับเปลี่ยนบุคลิกท่าทางแบบนี้กลับไปกลับมาหรือ เปลี่ยนไปมา จากมีความสุขกับมีความเศร้า อารมณ์ดีกับโกรธเกรี้ยวโดยไม่ต้องมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ มาช่วยเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกให้ดีขึ้นเพียงแต่เปลี่ยนปัจจัยแวดล้อมภายในและสร้างอารมณ์แบบที่คุณต้องการขึ้น อารมณ์คือพลังในการเคลื่อนไหว คุณจัดแต่งมันได้ขณะที่เคลื่อนไหว thailand private investigator